| Zethwood 的个人资料.:: My Space of Rhapsodi...照片日志列表 | 帮助 |
|
.:: My Space of Rhapsodies ::.How far would I travel to be where you are? How far is the journey from here to a star? River of Tears ..... or Flowers of Blood?หากมีเสียงเพรียกให้ร่ำไห้
เหตุใดกลับไร้ซึ่งหยาดน้ำตา
หากรอยรวดร้าวยังรุมเร้า
ไฉนบุปผชาติมิร่วงโรยรา
นัยน์ตา เจ้าไยต้องโศกสลดไปพร้อมดวงใจ
ธารวารีไหลรินนั้น ฤาเพื่อชดเชยให้จิตใจชอกช้ำเจ็บปวดหากมิอาจหลั่งหยาดโลหิต
น้ำตาไหลรินจนสิ้นสาย หัวใจใช่คลายความรวดร้าว?
ฤายิ่งเย้ยย้ำรอยร้าวนั้นให้ฝังลึก?
แล้วเหตุใด ในยามนี้ นัยน์ตาพานทอดทิ้งดวงใจ
ฤาเจ้ามิอาจรับรู้ยลยินเสียงกรีดร้องแห่งความเงียบงัน
ฤาเจ้าเพียงคุ้นชินเหนื่อยหน่าย
อาจบางที
ใจเพียงมิปรารถนาให้เจ้าสื่อสารแทนความรู้สึก
...
อีกต่อไป
...
ธารวารีใช่แปรเปลี่ยนกลับกลาย?
เป็นบุปผชาติหยาดโลหิต?
ฤาเพียงแห้งเหือดด้วยสิ้นกาล?
...
เท่านั้นเอง
... Let It Be ...ยามพบตนว่ายวนห้วงปัญหา
ปรากฏแก่ข้าฯซึ่งมารดามารี เอื้อนโอษฐ์เอ่ยถ้อยปัญญาวจี จักปล่อยทุกสิ่งนี้ตามวิถีครรลอง รู้สึกคุ้นเคยกับบทกวีด้านบนนี้บ้างหรือเปล่าครับ? ถ้ายังคงนึกอะไรไม่ออก ลองพิจารณาอีกสี่วรรคด้านล่างนี้ อีกในโมงยามแห่งความมืดมิด หากยังคงตื้อตันก็ไม่เป็นไรครับ ลองสละเวลาอันมีค่าของท่านเลื่อนสายตาขึ้นไปดูหัวเรื่องสักนิด เชื่อว่าผู้อ่านส่วนใหญ่น่าจะทราบถึงที่มาของกลอนสองบทนี้ หรือถ้าไม่ ... ผมถอดความสองบทนี้มาจากท่อนแรกของเพลง Let It Be ของ The Beatles ครับ อนึ่ง ต้องขอออกตัวก่อนว่าผมปราศจากซึ่งเจตนาที่จะขัดแย้งกับบรรดาแฟนานุแฟนของสี่เต่าทองหรือ Sir Paul McCartney แต่อย่างใด หากเพียงต้องการเสนออีกมุมมองสำหรับเนื้อความเพลง Let It Be ซึ่งเป็นเพลงที่ผมชอบเพลงหนึ่งและสามารถกล่าวได้ว่าตั้งแต่เริ่มจำความได้ก็คุ้นชินกับท่วงทำนองอันติดหูไปเสียแล้ว ... เพื่อมิให้เป็นการเสียเวลา ... ขอเข้าประเด็นด้วยคำถามว่า "การปล่อยปัญหาทิ้งไว้ให้ดำเนินไปตามเส้นทางของมัน" นั้นเป็น "ทางออกที่ดีที่สุด" แล้วหรือ? นั่นไยมิใช่เท่ากับหนีปัญหาโดยไม่คิดหาหนทางแก้ไข? ก้มหน้ายอมรับชะตาฟ้าโดยไร้ซึ่งจุดมุ่งหมาย? ... แต่ละคนอาจมีมุมมองที่ผิดแผกแตกต่างกันไป สำหรับผมนั้นเชื่อว่า "หากสามารถลิขิตซึ่งเส้นทางชีวิตแห่งตนย่อมมิเสียทีที่ถือกำเนิดมา" หากพานพบเรื่องราวเลวร้ายสาหัส แล้วคิดเพียงว่า "เดี๋ยวมันก็ดีเอง" โดยมิได้ทำสิ่งใด ก็เป็นเพียงการปลอบใจตัวเองไปโดยเปล่าประโยชน์ เป็นความจริงที่ว่า "อาจ" มีหลายปัญหาที่คลี่คลายตัวลงไปในทางที่ดี แต่หากเลือกที่จะปล่อยปลงทุกสิ่งทุกอย่างไปตามยถากรรมก็มีค่าเทียบได้เพียงให้ "ผู้อื่น" บงการความเป็นไปของชีวิต ไยมิสู้เงยหน้าท้ารบมรสุมที่ผ่านเข้ามาอย่างอาจหาญเด็ดเดี่ยว ... ทั้งนี้ มิได้หมายความให้กระทำการฝืนครรลองธรรมชาติแต่อย่างใด วิถีทางคลี่คลายปัญหาที่คล้อยไหวไปตามครรลองแห่งสรรพสิ่งอย่างมีประสิทธิภาพตามหลักเหตุและผลยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ทั้งในอดีต จวบจนปัจจุบัน และจะยังคงปรากฏต่อไปในอนาคตกาลเบื้องหน้า ... อย่างน้อยที่สุดแล้ว การได้ลองหันหน้าเผชิญปัญหาจักเป็นการเสริมสร้างคุณค่าเป็นรางวัลชีวิตให้แด่ตัวตนบุคคลผู้นั้นโดยปราศจากข้อกังขาใดใดอย่างแน่นอน ... หากเพียงยังมีบางสิ่ง ... สิ่งที่ไร้ซึ่งหนทางเปลี่ยนแปรแก้กลาย ... มาตรแม้นทุ่มเทพยายามมากมายสักเพียงใด ... สิ่งที่ไม่มีวันหวนย้อนคืนมา ... คงทำได้เพียงปล่อยให้ดำเนินไปตามเส้นทางของมัน ... ตามท่วงถ้อยปัญญาวจี ... "จักปล่อยสิ่งนี้ไปตามวิถีครรลอง" Lost in Time ...คล้ายลางเลือน คล้ายเลื่อนลอย เรื่องราวมิอาจไม่จดจำ อดีตยังคงรอคอยอยู่เบื้องหน้า ฤาเพียงสิ่งลวง ... ปลายทาง ... ฤาเพียงมายาภาพ ... มีตัวตน ไร้ตัวตน หลงทางอยู่ภายในห้วงแห่งเวลา ... The Very First Love on Earth ...เคยสงสัยกันบ้างหรือเปล่า ... ว่า "ความรักครั้งแรกสุด" ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้จะเป็นเช่นไร? จนถึงวันนี้ ณ ห้วงเวลาที่มนุษย์ตัวเล็กๆอย่างเรากำลังใช้ชีวิตอยู่ คงมีความรักเกิดขึ้นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนบนโลกกลมๆใบนี้ ทั้งที่ผิดหวังและที่สมหวัง ความรักมีมากมาย หลากสีสัน หลายรูปแบบ เป็นวัตถุดิบชั้นดีในการรจนาบทกวีและเพลงโศกของใครบางคน เป็นแรงบันดาลใจในการเขียนภาพของใครอีกหลายคน เรื่องราวความรัก บางบทก็กลับกลายเป็นตำนานโศกซึ้งที่ผู้คนรับรู้กันโดยถ้วนทั่ว ... แล้วความรักครั้งแรกบนโลกใบนี้เป็นเช่นไร? ... เราลองมาคิดกันดูเล่นๆว่าความรักครั้งแรกบนโลกจะเป็นความรักของใครกัน ... สิ่งมีชีวิตแรกบนโลกจะเคยมีความรักบ้างหรือเปล่า? เกรงว่าคงจะไม่ ... แล้วถ้าเป็นไดโนเสาร์ล่ะ? บางทีความรักของไดโนเสาร์อาจจะเกิดขึ้นช้าไปก็ได้ ... แล้วสิ่งมีชีวิตชนิดแรกที่น่าจะมีความรักได้คืออะไรล่ะ? คงต้องไปถามนักโบราณชีววิทยาดู ... หรืออาจบางที ... แผ่นฟ้าอาจจะรักกับห้วงมหาสมุทรแล้วมีผืนดินเป็นมือที่สามก็ได้ ใครจะไปรู้ ... ทีนี้ลองมาว่ากันต่อถึงรูปแบบของความรักที่ว่า ... เราลองสมมติว่ามีสิ่งมีชีวิต X อยู่ ... สิ่งมีชีวิต X อาจพบรักกับสิ่งมีชีวิต Y ในคืนที่สายฝนพร่างพรมอย่างแผ่วเบา หรืออาจอกหักในยามอาทิตย์อัสดง ริมทะเลสาบเงียบสงบไร้คลื่นลมสักแห่งบนผืนโลกใบนี้ ... ถ้าพิจารณาจากกิเลสตัณหาที่แทบไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์แล้ว โลกใบนี้คงมีความผิดหวังมากกว่าสมหวังหลายเท่านัก ... ผมเลยขออนุมานเอาว่า ความรักครั้งแรกคงเป็นความรักที่ผิดหวังค่อนข้างแน่นอน ... แต่นั่นคือในกรณีที่ความรักนั้นเป็นความรักระหว่าง 2 ฝ่าย ... แล้วถ้าหากความรักที่ว่าเป็นฟังก์ชั่นที่วนกลับเข้าหาตัวผู้มอบความรักเองล่ะ? ... ในกรณีนี้ก็น่าจะเป็นความรักที่สมหวังสินะ ... ถ้าลองคิดดูดีๆแล้วความรักครั้งแรกน่าจะเป็นการรักตัวเองเสียด้วยสิ ... ถ้าใครยังนึกไม่ออกก็ลองย้อนมองดูตัวเองก็ได้ ... ใช่แล้วครับ ใครๆก็ต้องรักตัวเองกันทั้งนั้น ... เริ่มจะไม่โรแมนติกเสียแล้ว ... อันที่จริง ความรักก็มักดูโหดร้ายเช่นนี้อยู่เสมอสินะ ... ถึงผมจะเขียนเรื่องราวความรักเสียยืดยาว แต่ผมกลับยังไม่อาจเข้าใจความรักได้สักที ... และสุดท้าย ... ผมยังคงหวังว่า ... Winter... comes too soon...ฤดูหนาวเป็นฤดูที่ผมชอบที่สุด ... "มันฤดูอะไรกันแน่" ... เชื่อว่าทุกคนน่าจะได้ยินได้ฟังประโยคที่หากไม่เหมือนก็คงคล้ายคลึงประโยคเหล่านี้มาบ้าง ... ในขณะที่ใครหลายคนรอคอยฤดูหนาว เชื่อว่าอีกหลายคนกลับภาวนาไม่ให้ฤดูหนาวมาถึง ... ใครที่มือมีมืออุ่นๆอีกข้างคอยกุมไว้ยามลมเย็นๆพัดผ่าน คงยินดีผ่านฤดูหนาวอย่างยินยอมพร้อมใจ ... แต่ในขณะเดียวกัน ใครก็ตามที่จำต้องยอมรับความเหงาที่ฤดูหนาวยัดเยียดให้เป็นของแถมจากการเผชิญฤดูหนาวเพียงลำพังคงไม่รู้สึกว่าน่าอภิรมย์สักเท่าใดนัก ... เช่นนี้ ฤดูหนาวจึงเป็นฤดูที่ทั้งอบอุ่นและก็หนาวเหน็บที่สุดในเวลาเดียวกัน ... สำหรับผมแล้ว ... ผมยินดีอ้าแขนรับอย่างเต็มใจ หากความเหงาจะแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมเยือนทักทายผม ... ไม่ว่าจะด้วยเจตนาดีหรือไม่ก็ตาม ... ผมมีความสุขกับการได้เดินไปตามท้องถนนเพียงลำพังในฤดูหนาว สูดรับอากาศเย็น จากนั้นจึงดื่มด่ำกับความเหงา เฝ้ามองผู้คนรอบข้าง ทั้งผู้ร่วมชะตากรรมเหงากับผมและผู้ที่เดินคล้องแขนกุมมือคนข้างๆอย่างมีความสุข ... น่าประหลาดใจอยู่เหมือนกัน ... ทั้งๆที่ผมเกิดและโตที่เมืองไทย แต่ฤดูหนาวที่ประทับตราตรึงอยู่ในห้วงความคิดของผมกลับเป็นภาพฤดูหนาวสีขาวโพลน สายหิมะโปรยปรายจากเบื้องบนคลอเคล้าลมหนาวพัดพลิ้ว ราวกับจะเรียกร้องให้มวลมนุษย์มอบความอบอุ่นให้แก่กัน ... บางทีผมอาจจะมีชีวิตอยู่กับความฝันก็เป็นได้ ... อย่างไรก็ตาม ผมก็เป็นเช่นคนทั่วไปที่คิดว่า ฤดูหนาวปีนี้มาถึงช้าเหลือเกิน ทั้งๆที่ก็ล่วงเลยมาจนถึงเดือนสุดท้ายของปีแล้ว อากาศกลับเย็นลงเพียงน้อยนิด ... จริงๆแล้วอุณหภูมิก็ไม่ได้มีผลกับผมสักเท่าไรหรอกครับ ... แค่รู้สึกว่าช่วงเวลานี้ควรจะเป็นสิทธิ์ครอบครองของฤดูหนาว ผมก็เหงาได้แล้ว ... สะดวกสบายดีมั้ยครับ? หากชีวิตสะดวกดายปานนั้น มันก็คงไม่ใช่ชีวิตหรอก ... ในขณะที่ผมเพิ่งเริ่มดื่มด่ำกับความเหงาอยู่ได้ไม่นาน ... สายลมที่ไม่คุ้นเคยสายหนึ่งกลับพัดผ่านเส้นทางชีวิตของผมพร้อมๆกับอุณหภูมิรอบข้างที่เริ่มลดต่ำลง ... สายลมที่ให้ความเย็นสบายในแบบที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน ... สายลมที่คล้ายเป็นตัวแทนความสดใสรื่นเริงแห่งฤดูใบไม้ผลิ ความอบอุ่นแห่งฤดูร้อน หากยังมีกลิ่นอายของความเงียบเหงาแห่งฤดูหนาว ... สายลมที่ทำให้พลันรู้สึกว่าความเหงานั้นไม่น่าอภิรมย์อีกต่อไป ... ด้วยความเกรงใจ ผมก็ยังไม่อยากรีบขับไสไล่ส่งเพื่อนร่วมทางที่มีชื่อว่าความเหงานี้ไปสักเท่าใดนัก ... หากทว่าอีกใจหนึ่ง ความเหงามันดูขัดหูขัดตาผมซะแล้ว ... หรือนี่จึงเป็นฤดูหนาวที่แท้จริง? ... ในเวลานี้ ผมคล้ายรู้สึกว่าแท้จริงแล้วปีนี้ฤดูหนาวมาถึงเร็วเกินไป ... หากให้เวลาผมอีกสักนิด ผมคงได้เตรียมตัวพร้อมที่จะเผชิญกับสายลมแปลกหน้านี้แล้ว และก็คงไม่ลนลานทำอะไรไม่ถูกอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ... ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ก็คงเข้าใจแล้วนะครับ ว่าผมไม่ได้ลงหัวเรื่องผิดแต่ประการใด ... ^ ^ ฤดูหนาวปีนี้มาถึงเร็วเกินไปจริงๆ ... |
|||
|
|